Vector Graphic
ภาพแบบเวกเตอร์จะต่างจากภาพแบบบิตแมป ซึ่งคุณจะได้พบกับภาพแบบนี้บนโปรแกรม สำหรับวาดภาพเช่น Adobe Illustrator,Macromedia Freehand ภาพแบบเวกเตอร์จะประกอบด้วย เส้นสาย ลวดลายต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นจากการคำนวณทางคณิตศาสตร์ของลักษณะทางเรขาคณิตเพื่อ สร้างรูปทรงต่าง ๆ ที่คุณเห็น ซึ่งเรียกว่าเวกเตอร์ (vectors)
ข้อดีของภาพแบบเวกเตอร์ที่มีเหนือภาพแบบบิตแมป คือ คุณสามารถเคลื่อนย้าย ปรับขนาด เปลี่ยนสี รูปทรง โดยไม่สูญเสียคุณภาพของภาพ เพราะภาพแบบเวกเตอร์ เป็นภาพที่ไม่ขึ้นกับ ความละเอียด นั่นคือสามารถปรับขนาดและพิมพ์ที่ความละเอียดใด ๆ โดยไม่สูญเสียรายละเอียด และคุณภาพ ดังนั้นภาพแบบเวกเตอร์จึงเหมาะกับภาพลายเส้นต่าง ๆ เช่น ตัวอักษร โลโก้
Raster Graphic
โปรแกรมปรับแต่งภาพส่วนใหญ่ที่มีอยู่ในท้องตลาดทุกวันนี้ มักจะทำงานกับภาพแบบบิตแมป หรือที่เรียกกันว่าแบบราสเตอร์ (raster) ภาพแบบบิตแมปนี้จะใช้ กริดของตารางเล็ก ๆ ที่เรารู้จักกันดีในชื่อ “พิกเซล” (pixel) สำหรับแสดงภาพ แต่ละพิกเซลก็จะมีค่าของตำแหน่งและค่าสีของตัวเอง ด้วยเหตุที่พิกเซลมีขนาดเล็กเราจึงเห็นว่าภาพ มีความละเอียดสวยงามไม่มีลักษณะของกรอบสี่เหลี่ยมให้เห็น แต่ถ้าเราขยายขนาดของภาพ ก็จะเห็นกรอบเล็ก ๆ หรือพิกเซลที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นภาพ ดังนั้นนเมื่องคุณทำงานกับภาพแบบมิตแมป จึงเป็นทำงานกับพิกเซลเล็ก ๆ ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นภาพ ไม่ใช่วัตถุหรือรูปทรงที่เห็น ภาพแบบบิตแมปเป็นภาพที่ขึ้นอยู่กับความละเอียด (resolution)
Pixelพิกเซล (Pixel)
เป็นการผสมผสานของคำว่า “Picture” และ “element” คือหน่วย พื้นฐานของภาพ ภาพบิตแมปทุก ๆ ภาพประกอบขึ้นด้วยพิกเซล แต่ละพิกเซลจะมีลักษณะ เป็นรูปสี่เหลี่ยมที่เก็บข้อมูลของสีโดยถูกกำหนตำแหน่งไว้บนเส้นกริดของแนวแกน x และ y ในลักษณะคล้ายแผนที่ (map) นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่าบิตแมป (bitmap) เช่น พิกเซลของ ภาพ 8 บิต จะเก็บข้อมูลของสี 8 บิต ที่จอภาพจะใช้ในการแสดงผล ดังนั้นภาพภาพหนึ่งจึงประกอบด้วยพิกเซลเล็ก ๆ จำนวนมาก ซึ่งคุณสามารถมองเห็นได้เมื่อ ขยายภาพให้มีขนาดใหญ่ขึ้น จำนวนของพิกเซลที่แสดงต่อหน่วยของความยาวในภาพจะถูกเรียกว่าความละเอียด ของภาพ โดยปกติจะวัดเป็นพิกเซลต่อนิ้ว (ppi : pixel per inch) ภาพที่มีความละเอียดสูงจะประกอบไปด้วยพิกเซลจำนวนมากที่มีขนาดเล็กกว่าภาพเดียวกันที่มีความละเอียดน้อยกว่า ตัวอย่าง เช่น ภาพขนาด 1 x 1 นิ้ว ที่ความละเอียด 72 ppi จะประกอบด้วยพิกเซล 5,184 พิกเซล (ความกว้าง 72 พิกเซล x ความยาว 72 พิกเซล = 5,184) และภาพเดียวกันที่ความละเอียด 300 ppi จะประกอบด้วยพิกเซล 90,000 พิกเซลที่มีขนาดของพิกเซลเล็กกว่า (300 x 300 = 90,000) แน่นอน ว่าภาพที่มีความละเอียดมากกว่าก็จะใช้พื้นที่ในการจัดเก็บมากกว่า
วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ต่อGIS
ประเภทของ Feature ลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เป็นตัวแทนของปรากฏการณ์ทางภูมิศาสตร์บนโลกแผนที่กระดาษบันทึกตำแหน่งทางภูมิศาสตร์และแทนสิ่งต่างๆ บนโลกที่เป็นลายเส้นและพื้นที่ด้วยสัญลักษณ์แบบ จุด เส้น พื้นที่และตัวอักษร ในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์จะใช้ feature ประเภทต่างๆ ในการแทนปรากฏการณ์โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
จุด (Point)
เส้น (Arc)
พื้นที่ (Polygon)
ข้อมูลค่าพิกัดของจุด
ค่าพิกัด x, y 1 คู่ แทนตำแหน่งของจุด
ไม่มีความยาวหรือพื้นที่
ข้อมูลค่าพิกัดของ Arc
Vertex (ค่าพิกัด x, y คู่หนึ่งบน arc) เป็นตัวกำหนดรูปร่างของ arc
arc หนึ่งเส้นเริ่มต้นและจบลงด้าน Node
arc ที่ตัดกันจะเชื่อมต่อกันที่ Node
ความยาวของ arc กำหนดโดยระบบค่าพิกัด
ข้อจำกัดเกี่ยวกับ Arc
Arc 1 เส้น มี Vertex ได้ไม่เกิน 500 Vertex โดย vertex ลำดับที่ 500 จะเปลี่ยนเป็น node และเริ่มต้น เส้นใหม่ด้วยการ identifier ค่าใหม่โดยอัตโนมัติ
ข้อมูลค่าพิกัดของ Polygon
polygon จะประกอบด้วย arc ตั้งแต่ 1 เส้นขึ้นไป แต่มี 1 Label point
มี Label point 1 point อยู่ภายในพื้นที่ปิดและใช้ในการแยกแยะแต่ละ polygon ออกจากกัน
ข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial data) มีส่วนประกอบ 2 ส่วน คือ
ข้อมูลเชิงภาพ (Graphic data) สามารถแทนได้ด้วย 2 รูปแบบพื้นฐาน
ข้อมูลแบบเวกเตอร์ (Vector format)
ข้อมูลแบบแรสเตอร์ (Rastor format)
ข้อมูลอรรถธิบาย (Attribute data) เป็นข้อความอธิบายที่มีความสัมพันธ์กับข้อมูลเชิงภาพเหล่านั้น เช่น ชื่อถนน, ลักษณะ พื้นผิว และจำนวนช่องทางวิ่งของเส้นถนนแต่ละเส้น เป็นต้น
เทคนิคและวิธีการนำเข้าข้อมูล
การนำเข้าข้อมูล (Input data) เป็นกระบวนการบันทึกข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์ การสร้างฐานข้อมูลที่ละเอียด ถูกต้อง เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิบัติงานด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ซึ่งจำเป็นต้องมีการประเมินคุณภาพข้อมูล ที่จะนำเข้าสู่ระบบในเรื่องแหล่งที่มาของข้อมูล วิธีการสำรวจข้อมูลมาตราส่วนของแผนที่ ความถูกต้อง ความละเอียด พื้นที่ที่ข้อมูลครอบคลุมถึงและปีที่จัดทำข้อมูล เพื่อประเมินคุณภาพ และคักเลือกข้อมูลที่จะนำเข้าสู่ระบบฐานข้อมูล
การนำเข้าข้อมูลเชิงพื้นที่
สำหรับขั้นตอนการนำเข้าข้อมูลเชิงพื้นที่อายทำได้หลายวิธี แต่ที่นิยมทำกันในปัจจุบันได้แก่ การดิจิไทซ์ (Digitize) และการกวาดตรวจ (Scan) ซึ่งทั้ง 2 วิธีต่างก็มีข้อดี และข้อด้อยต่างกันไปกล่าวคือการนำเข้าข้อมูลโดยวิธีกวาดตรวจจะมีความรวดเร็วและ ถูกต้องมากกว่าวิธีการเข้าข้อมูลแผนที่โดยโต๊ะดิจิไทซ์และเหมาะสำหรับงานที่มีปริมาณมาก แต่การนำเข้าข้อมูลโดยการดิจิไทซ์จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อยกว่าและเหมาะสำหรับงานที่มีปริมาณน้อย
การใช้เครื่องอ่านพิกัด (Digitizer) เป็นการแปลงข้อมูลเข้าสู่ระบบโดยนำแผนที่มาตรึงบนโต๊ะ และกำหนดจุดอ้างอิง (control point) อย่างน้อยจำนวน 4 จุด แล้วนำตัวชี้ตำแหน่ง (Cursor) ลากไปตามเส้นของรายละเอียดบนแผนที่
การใช้เครื่องกวาดภาพ (Scanner) เป็นเครื่องมือที่วัดความเข้มของแสงที่สะท้อนจากลายเส้นบนแผนที่ ผลลัพธ์เป็นข้อมูลในรูปแบบแรสเตอร์ (raster format) ซึ่งเก็บข้อมูลในรูปของตารางกริดสี่เหลี่ยม (pixel) ค่าความคมชัดหรือความละเอียดมีหน่วยวัดเป็น DPI : dot per inch แล้วทำการแปลงข้อมูลแรสเตอร์ เป็นข้อมูลเวกเตอร์ ที่เรียกว่า Raster to Vecter conversion ด้วยโปรแกรม GEOVEC for Microstation หรือ R2V
การนำเข้าข้อมูลเชิงบรรยาย
ข้อมูลเชิงบรรยายที่จำแนกและจัดหมวดหมู่แล้ว นำเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลด้วยแป้นพิมพ์ (Keyboard) สำหรับโปรแกรม PC ARC/Info จะจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบของ dBASE ด้วยคำสั่ง Tables ส่วนโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลแบบ Relational data base ทั่วๆ ไปบนเครื่อง PC เช่น Foxpro, Access หรือ Excel จำเป็นต้องแปลงข้อมูลให้เข้าอยู่ในรูปของ DBF file ก่อนการนำเข้าสู่ PC ARC/Info
จุด (Point)
เส้น (Arc)
พื้นที่ (Polygon)
ข้อมูลค่าพิกัดของจุด
ค่าพิกัด x, y 1 คู่ แทนตำแหน่งของจุด
ไม่มีความยาวหรือพื้นที่
ข้อมูลค่าพิกัดของ Arc
Vertex (ค่าพิกัด x, y คู่หนึ่งบน arc) เป็นตัวกำหนดรูปร่างของ arc
arc หนึ่งเส้นเริ่มต้นและจบลงด้าน Node
arc ที่ตัดกันจะเชื่อมต่อกันที่ Node
ความยาวของ arc กำหนดโดยระบบค่าพิกัด
ข้อจำกัดเกี่ยวกับ Arc
Arc 1 เส้น มี Vertex ได้ไม่เกิน 500 Vertex โดย vertex ลำดับที่ 500 จะเปลี่ยนเป็น node และเริ่มต้น เส้นใหม่ด้วยการ identifier ค่าใหม่โดยอัตโนมัติ
ข้อมูลค่าพิกัดของ Polygon
polygon จะประกอบด้วย arc ตั้งแต่ 1 เส้นขึ้นไป แต่มี 1 Label point
มี Label point 1 point อยู่ภายในพื้นที่ปิดและใช้ในการแยกแยะแต่ละ polygon ออกจากกัน
ข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial data) มีส่วนประกอบ 2 ส่วน คือ
ข้อมูลเชิงภาพ (Graphic data) สามารถแทนได้ด้วย 2 รูปแบบพื้นฐาน
ข้อมูลแบบเวกเตอร์ (Vector format)
ข้อมูลแบบแรสเตอร์ (Rastor format)
ข้อมูลอรรถธิบาย (Attribute data) เป็นข้อความอธิบายที่มีความสัมพันธ์กับข้อมูลเชิงภาพเหล่านั้น เช่น ชื่อถนน, ลักษณะ พื้นผิว และจำนวนช่องทางวิ่งของเส้นถนนแต่ละเส้น เป็นต้น
เทคนิคและวิธีการนำเข้าข้อมูล
การนำเข้าข้อมูล (Input data) เป็นกระบวนการบันทึกข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์ การสร้างฐานข้อมูลที่ละเอียด ถูกต้อง เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิบัติงานด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ซึ่งจำเป็นต้องมีการประเมินคุณภาพข้อมูล ที่จะนำเข้าสู่ระบบในเรื่องแหล่งที่มาของข้อมูล วิธีการสำรวจข้อมูลมาตราส่วนของแผนที่ ความถูกต้อง ความละเอียด พื้นที่ที่ข้อมูลครอบคลุมถึงและปีที่จัดทำข้อมูล เพื่อประเมินคุณภาพ และคักเลือกข้อมูลที่จะนำเข้าสู่ระบบฐานข้อมูล
การนำเข้าข้อมูลเชิงพื้นที่
สำหรับขั้นตอนการนำเข้าข้อมูลเชิงพื้นที่อายทำได้หลายวิธี แต่ที่นิยมทำกันในปัจจุบันได้แก่ การดิจิไทซ์ (Digitize) และการกวาดตรวจ (Scan) ซึ่งทั้ง 2 วิธีต่างก็มีข้อดี และข้อด้อยต่างกันไปกล่าวคือการนำเข้าข้อมูลโดยวิธีกวาดตรวจจะมีความรวดเร็วและ ถูกต้องมากกว่าวิธีการเข้าข้อมูลแผนที่โดยโต๊ะดิจิไทซ์และเหมาะสำหรับงานที่มีปริมาณมาก แต่การนำเข้าข้อมูลโดยการดิจิไทซ์จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อยกว่าและเหมาะสำหรับงานที่มีปริมาณน้อย
การใช้เครื่องอ่านพิกัด (Digitizer) เป็นการแปลงข้อมูลเข้าสู่ระบบโดยนำแผนที่มาตรึงบนโต๊ะ และกำหนดจุดอ้างอิง (control point) อย่างน้อยจำนวน 4 จุด แล้วนำตัวชี้ตำแหน่ง (Cursor) ลากไปตามเส้นของรายละเอียดบนแผนที่
การใช้เครื่องกวาดภาพ (Scanner) เป็นเครื่องมือที่วัดความเข้มของแสงที่สะท้อนจากลายเส้นบนแผนที่ ผลลัพธ์เป็นข้อมูลในรูปแบบแรสเตอร์ (raster format) ซึ่งเก็บข้อมูลในรูปของตารางกริดสี่เหลี่ยม (pixel) ค่าความคมชัดหรือความละเอียดมีหน่วยวัดเป็น DPI : dot per inch แล้วทำการแปลงข้อมูลแรสเตอร์ เป็นข้อมูลเวกเตอร์ ที่เรียกว่า Raster to Vecter conversion ด้วยโปรแกรม GEOVEC for Microstation หรือ R2V
การนำเข้าข้อมูลเชิงบรรยาย
ข้อมูลเชิงบรรยายที่จำแนกและจัดหมวดหมู่แล้ว นำเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลด้วยแป้นพิมพ์ (Keyboard) สำหรับโปรแกรม PC ARC/Info จะจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบของ dBASE ด้วยคำสั่ง Tables ส่วนโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลแบบ Relational data base ทั่วๆ ไปบนเครื่อง PC เช่น Foxpro, Access หรือ Excel จำเป็นต้องแปลงข้อมูลให้เข้าอยู่ในรูปของ DBF file ก่อนการนำเข้าสู่ PC ARC/Info
GIS

ข้อมูลทีี่ใช้ใ้ในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ หรือ GIS จะเป็น็นข้อ้อมูลทีี่
สามารถอ้า้างอิง Reference กับตำาแหน่ง่งพืื้นผิวโลกได้เ้เท่า่านัั้น โดยเป็น็นข้อ้อมูลทีี่มี
ความสัมพันธ์เ์เชิงตำาแหน่ง่ง และอ้า้างอิงกับพิกัดของโลกได้ ดังนัั้นการนำาเข้า้า
ข้อ้อมูล (Input) การวิเคราะห์ (Analysis) และการนำาเสนอข้อ้อมูล (Display) ใน
GIS จึงเป็น็นการนำาเสนอ เฉพาะข้อ้อมูลทีี่มีความสัมพันธ์เ์เชิงตำาแหน่ง่งกับข้อ้อมูล
อืื่นๆ ซึึ่งจะแตกต่า่างจากข้อ้อมูล MIS โดยทัั่วไปทีี่ไม่ม่มีความสัมพันธ์อ์อ้า้างอิงกับ
ตำาแหน่งพิกัดของโลก
ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) คือระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่ง
ประกอบด้วย ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และข้อมูล รวมถึงบุคลากรซึ่งช่วยใน
การจัดเก็บและรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลและนำเสนอสารสนเทศ ซึ่ง
ผูกติดกับตำแหน่งในเชิงพื้นที่
นิยามของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์
spatial location – ตำแหน่งเชิงพื้นที่
information – ข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์แล้ว
system – การเชื่อมโยงระหว่างซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และข้อมูล
personnel – กุญแจสำคัญซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อน GIS
วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ตอบคำถามแบบฝึกหัด
ข้อ i
**SELECT Subjectid , Name , Credit , Book , Teacher
FROM Subject;
ข้อj
** SELECT Subject , Name , Credit , Book
FROM Subject
ข้อk
**SELECT Subject , Name ,Credit
FROM Subject WHERE Subject = 104111;
ข้อo
SELECT Student.Studentid,Student.Name,Register.Score,Register.Grade,Subject.NameFROM Register,Student,Subject WHERE (Register.Studentid = Student.Studentid) AND(Register.Subjectid = Subject.Subjectid AND Register.Subjectid = 104111);
แสดงฟิลด์ รหัสนิสิต ชื่อนิสิต คะแนน เกรด และชื่อรายวิชา จาก การลงทะเบียน ตารางนักเรียน รายวิชา
โดยมีเงื่อนไขคือแสดงเฉพาะรหัสวิชา 104111
ข้อp
SELECT Student.Studentid,Student.Name,Register.score,Register.Grade,Subject.Name,Student.ClubFROM Register,Student,Subject WHERE (Register.Studentid = Student.Studentid) AND(Register.Subjectid = Subject.Subjectid AND Register.Subjectid = 104111 AND Club LIKE 'ภูมิศาสตร์')
**SELECT Subjectid , Name , Credit , Book , Teacher
FROM Subject;
ข้อj
** SELECT Subject , Name , Credit , Book
FROM Subject
ข้อk
**SELECT Subject , Name ,Credit
FROM Subject WHERE Subject = 104111;
ข้อo
SELECT Student.Studentid,Student.Name,Register.Score,Register.Grade,Subject.NameFROM Register,Student,Subject WHERE (Register.Studentid = Student.Studentid) AND(Register.Subjectid = Subject.Subjectid AND Register.Subjectid = 104111);
แสดงฟิลด์ รหัสนิสิต ชื่อนิสิต คะแนน เกรด และชื่อรายวิชา จาก การลงทะเบียน ตารางนักเรียน รายวิชา
โดยมีเงื่อนไขคือแสดงเฉพาะรหัสวิชา 104111
ข้อp
SELECT Student.Studentid,Student.Name,Register.score,Register.Grade,Subject.Name,Student.ClubFROM Register,Student,Subject WHERE (Register.Studentid = Student.Studentid) AND(Register.Subjectid = Subject.Subjectid AND Register.Subjectid = 104111 AND Club LIKE 'ภูมิศาสตร์')
วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ตอบคำถามแบบฝึกหัด SQL
ตอบข้อ h
“ให้เลือกแสดงฟิลด์รหัสนิสิต ชื่อนิสิต อาจารย์ที่ปรึกษา ชั้น และงานอดิเรก จากตารางนักเรียน โดยมีเงื่อนไขคืองานอดิเรก อ่านหนังสือ”
ตอบข้อ i
SELECT* FROM Subject
ตอบแค่สองข้อก่อนคะ
“ให้เลือกแสดงฟิลด์รหัสนิสิต ชื่อนิสิต อาจารย์ที่ปรึกษา ชั้น และงานอดิเรก จากตารางนักเรียน โดยมีเงื่อนไขคืองานอดิเรก อ่านหนังสือ”
ตอบข้อ i
SELECT* FROM Subject
ตอบแค่สองข้อก่อนคะ
วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
SQL Query
หัวข้อสรุป SQL Query ครอบคลุมรายละเอียดการสร้างประโยคคำสั่ง SELECT ในการประยุกต์ต่างๆ ประโยคคำสั่ง SELECT เป็นแกนการทำงานของภาษา SQL และเหมือนกับคำสั่ง SQL ส่วนใหญ่ ประโยคคำสั่ง SELECT มีตัวเลือกในการเขียนคำสั่ง ซึ่งมีประโยชน์มากเมื่อนำตัวเลือกต่างในการสร้าง SQL query ( ด้วยประโยคคำสั่ง SELECT) รวมทั้งสามารถสร้างชุดคำสั่งได้มีประสิทธิภาพ หรือมากกว่า
1. SELECT Statement
ประโยคคำสั่ง SELECT ได้รับการนำไปใช้ในการค้นหาข้อมูลในฐานข้อมูล และดึงข้อมูลที่เลือกตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด
ประโยคคำสั่ง SELECT มี 5 clause ให้เลือกใช้ แต่มีเฉพาะ FROM เป็น clause บังคับ แต่ละ clause มีตัวเลือก พารามิเตอร์ เป็นต้น ให้เลือก
ไวยากรณ์
ประโยคคำสั่ง SELECT
SELECT [ALL | DISTINCT] column1[,column2]
FROM table1[,table2]
[WHERE conditions ]
[GROUP BY column-list ]
[HAVING conditions ]
[ORDER BY column-list [ASC | DESC] ];
[ ] ตัวเลือก
ตัวอย่าง
SELECT name, age, salary
FROM employee
WHERE age > 50;
ประโยคคำสั่งนี้จะเลือกค่าทั้งหมดในคอลัมน์ name, age และ salary จาก table “employee ที่ age มีค่ามากกว่า 50
NOTE: ต้องมีเครื่องหมาย semicolon(;) ปิดท้ายประโยค เพื่อชี้ว่าประโยคคำสั่ง SQL จบสมบูรณ์และพร้อมที่จะแปล
2. GROUP BY
ไวยากรณ์
GROUP BY clause
SELECT column1, SUM(column2 )
FROM list-of-tables
GROUP BY column-list ;
GROUP BY clause ใช้หาผลรวมของคอลัมน์จากแถวในคอลัมน์ที่ระบุ และทำงานร่วมกับ aggregate function ที่ทำงานกับคอลัมน์ 1 คอลัมน์หรือมากกว่า เพื่อหาผลรวมของกลุ่มของแถวข้อมูล
SELECT max(salary), dept
FROM employee
GROUP BY dept;
ประโยคคำสั่งนี้จะเลือกค่า salary มากที่สุด ในแต่ละฝ่าย
ตัวอย่าง
การจัดกลุ่มภายในคอลัมน์ เช่น table ‘item_order’ มีคอลัมน์ quantity ที่เก็บค่า 1, 2, 3 และอื่นๆ โดยต้องการหาค่าราคาสูงสุดของละค่าใน quantity สามารถเขียนคำสั่งได้ดังนี้
SELECT quantity, max(price)
FROM items_ordered
GROUP BY quantity;
http://www.widebase.net/database/sql/sqlquery/sqlquery02.shtml
1. SELECT Statement
ประโยคคำสั่ง SELECT ได้รับการนำไปใช้ในการค้นหาข้อมูลในฐานข้อมูล และดึงข้อมูลที่เลือกตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด
ประโยคคำสั่ง SELECT มี 5 clause ให้เลือกใช้ แต่มีเฉพาะ FROM เป็น clause บังคับ แต่ละ clause มีตัวเลือก พารามิเตอร์ เป็นต้น ให้เลือก
ไวยากรณ์
ประโยคคำสั่ง SELECT
SELECT [ALL | DISTINCT] column1[,column2]
FROM table1[,table2]
[WHERE conditions ]
[GROUP BY column-list ]
[HAVING conditions ]
[ORDER BY column-list [ASC | DESC] ];
[ ] ตัวเลือก
ตัวอย่าง
SELECT name, age, salary
FROM employee
WHERE age > 50;
ประโยคคำสั่งนี้จะเลือกค่าทั้งหมดในคอลัมน์ name, age และ salary จาก table “employee ที่ age มีค่ามากกว่า 50
NOTE: ต้องมีเครื่องหมาย semicolon(;) ปิดท้ายประโยค เพื่อชี้ว่าประโยคคำสั่ง SQL จบสมบูรณ์และพร้อมที่จะแปล
2. GROUP BY
ไวยากรณ์
GROUP BY clause
SELECT column1, SUM(column2 )
FROM list-of-tables
GROUP BY column-list ;
GROUP BY clause ใช้หาผลรวมของคอลัมน์จากแถวในคอลัมน์ที่ระบุ และทำงานร่วมกับ aggregate function ที่ทำงานกับคอลัมน์ 1 คอลัมน์หรือมากกว่า เพื่อหาผลรวมของกลุ่มของแถวข้อมูล
SELECT max(salary), dept
FROM employee
GROUP BY dept;
ประโยคคำสั่งนี้จะเลือกค่า salary มากที่สุด ในแต่ละฝ่าย
ตัวอย่าง
การจัดกลุ่มภายในคอลัมน์ เช่น table ‘item_order’ มีคอลัมน์ quantity ที่เก็บค่า 1, 2, 3 และอื่นๆ โดยต้องการหาค่าราคาสูงสุดของละค่าใน quantity สามารถเขียนคำสั่งได้ดังนี้
SELECT quantity, max(price)
FROM items_ordered
GROUP BY quantity;
http://www.widebase.net/database/sql/sqlquery/sqlquery02.shtml
SQL Basic
SQL เป็นภาษามาตรฐานสำหรับฐานข้อมูล Relational Database Management System (RDBMS) ตามมาตรฐานของ ANSI (American National Standard Institute) ในส่วนนี้กล่าวถึงคำสั่งต่างๆตามพื้นฐาน และสามารถดูการประยุกต์ที่ซับซ้อนมากขึ้นได้ โดยคำสั่ง QUERY ดูเพิ่มจาก SQL Query
1. SQL
SQL (ออกเสียงว่า "ess-que-el" หรือ "ซี-เคลว") ย่อมาจาก Structured Query Language เป็นภาษามาตรฐานที่ใช้ในการติดต่อกับฐานข้อมูล คิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์ของ IBM ในทศวรรษ 1970 ในปัจจุบัน ANSI (American National Standard Institute) ได้ประกาศให้ SQL ภาษามาตรฐานสำหรับระบบจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database Management System ย่อเป็น RDBMS) คำสั่งของ SQL ทำงานต่างของฐานข้อมูล เช่น การปรับปรุงข้อมูล การดึงข้อมูลเพื่อแสดงผลที่ต้องการ
2. Relational Database
ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database) เป็นโครงสร้างฐานข้อมูลที่สามารถกำหนดความสัมพันธ์ขึ้นเมื่อใดก็ได ้โดยไม่จำเป็นต้องกำหนดไว้ตั้งแต่เริ่มต้นออกแบบฐานข้อมูล และเปลี่ยนโครงสร้างได้ง่าย ฐานข้อมูลเก็บข้อมูลและสารสนเทศในอ๊อบเจค เรียกว่า Table
Table ประกอบด้วย คอลัมน์ (Column) และแถวข้อมูล (Row) โดยคอลัมน์ประกอบด้วย ชื่อคอลัมน์ ประเภทข้อมูล และคุณสมบัติอื่นๆ (เช่น การกำหนดเป็น primary key, ค่าเริ่มต้น) แถวเก็บข้อมูลของคอลัมน์
3. การเลือกข้อมูล
SELECTION statement ใช้ในการสร้างคิวรี่ หรือการสอบถามกับฐานข้อมูล และเลือกดึงข้อมูลที่ตรงกับเกณฑ์ที่กำหนด
ไวยากรณ์
SELECT column1 [, column2…]
FROM tablename
[WHERE condition ];
[ ] ตัวเลือก
4. การสร้าง Table
CREATE TABLE statement ใช้ในการสร้าง Table ขึ้นมาใหม่
ไวยากรณ์1
รูปแบบการสร้าง Table อย่างง่าย
CREATE TABLE tablename
(column1 datatype,
column2 datatype,
column3 datatype, …);
ไวยากรณ์ 2
รูปแบบการสร้าง Table ที่มีข้อกำหนด หรือ constraint
CREATE TABLE tablename
(column1 datatype [constraint],
column2 datatype [constraint],
column3 datatype [constraint],…);
[ ] ตัวเลือก
5. การกำหนด Key
Key เป็นข้อกำหนดคุณสมบัติของคอลัมน์ใน Table ซึ่งทำหน้าที่เป็น index เพื่อเพิ่มความเร็วในการค้นหาข้อมูล และใช้กำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง Table
Primary key สร้างจากคอลัมน์ (หรือประกอบด้วยหลายคอลัมน์) ที่มีค่าของคอลัมน์ในทุกแถวข้อมูลมีค่าไม่ซ้ำกัน เป็นการควบคุมค่าที่เก็บในคอลัมน์ และใช้ในการเชื่อมโยงกับ Table อื่น ในแต่ละ Table กำหนด primary key ได้ 1 key
Foreign key เป็นคอลัมน์ใน Table ที่ primary key อยู่ที่ Table อื่น หมายถึงว่า ค่าของคอลัมน์ทั้งหมดใน Table ต้องมีค่าสอดคล้องกับค่าของคอลัมน์ที่เป็น primary key ของ Table ที่สัมพันธ์กัน
Index สามารถกำหนดขึ้นเพื่อใช้ในการเพิ่มความเร็วในการค้นหาข้อมูล การเรียงลำดับข้อมูล แต่ควรสร้างตามความจำเป็น เนื่องจากถ้ามีคอลัมน์ที่เป็น Index มากจะทำให้การทำงานช้าลง
การกำหนด primary key
ตัวอย่าง
CREATE TABLE employee
(employee_id (10),
first varchar(15),
last varchar(20),
age number(3),
address varchar(30),
city varchar(20),
state varchar(20),
CONSTRAINT employee_primary_key PRIMARY KEY (employee_id));
หรือ
CREATE TABLE employee
(employee_id (10)NOT NULL
CONSTRAINT employee_primary_key PRIMARY KEY (employee_id),
first varchar(15),
last varchar(20),
age number(3),
address varchar(30),
city varchar(20),
state varchar(20));
http://www.widebase.net/database/sql/sqlbasic/sqlbasic06.shtml
1. SQL
SQL (ออกเสียงว่า "ess-que-el" หรือ "ซี-เคลว") ย่อมาจาก Structured Query Language เป็นภาษามาตรฐานที่ใช้ในการติดต่อกับฐานข้อมูล คิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์ของ IBM ในทศวรรษ 1970 ในปัจจุบัน ANSI (American National Standard Institute) ได้ประกาศให้ SQL ภาษามาตรฐานสำหรับระบบจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database Management System ย่อเป็น RDBMS) คำสั่งของ SQL ทำงานต่างของฐานข้อมูล เช่น การปรับปรุงข้อมูล การดึงข้อมูลเพื่อแสดงผลที่ต้องการ
2. Relational Database
ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database) เป็นโครงสร้างฐานข้อมูลที่สามารถกำหนดความสัมพันธ์ขึ้นเมื่อใดก็ได ้โดยไม่จำเป็นต้องกำหนดไว้ตั้งแต่เริ่มต้นออกแบบฐานข้อมูล และเปลี่ยนโครงสร้างได้ง่าย ฐานข้อมูลเก็บข้อมูลและสารสนเทศในอ๊อบเจค เรียกว่า Table
Table ประกอบด้วย คอลัมน์ (Column) และแถวข้อมูล (Row) โดยคอลัมน์ประกอบด้วย ชื่อคอลัมน์ ประเภทข้อมูล และคุณสมบัติอื่นๆ (เช่น การกำหนดเป็น primary key, ค่าเริ่มต้น) แถวเก็บข้อมูลของคอลัมน์
3. การเลือกข้อมูล
SELECTION statement ใช้ในการสร้างคิวรี่ หรือการสอบถามกับฐานข้อมูล และเลือกดึงข้อมูลที่ตรงกับเกณฑ์ที่กำหนด
ไวยากรณ์
SELECT column1 [, column2…]
FROM tablename
[WHERE condition ];
[ ] ตัวเลือก
4. การสร้าง Table
CREATE TABLE statement ใช้ในการสร้าง Table ขึ้นมาใหม่
ไวยากรณ์1
รูปแบบการสร้าง Table อย่างง่าย
CREATE TABLE tablename
(column1 datatype,
column2 datatype,
column3 datatype, …);
ไวยากรณ์ 2
รูปแบบการสร้าง Table ที่มีข้อกำหนด หรือ constraint
CREATE TABLE tablename
(column1 datatype [constraint],
column2 datatype [constraint],
column3 datatype [constraint],…);
[ ] ตัวเลือก
5. การกำหนด Key
Key เป็นข้อกำหนดคุณสมบัติของคอลัมน์ใน Table ซึ่งทำหน้าที่เป็น index เพื่อเพิ่มความเร็วในการค้นหาข้อมูล และใช้กำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง Table
Primary key สร้างจากคอลัมน์ (หรือประกอบด้วยหลายคอลัมน์) ที่มีค่าของคอลัมน์ในทุกแถวข้อมูลมีค่าไม่ซ้ำกัน เป็นการควบคุมค่าที่เก็บในคอลัมน์ และใช้ในการเชื่อมโยงกับ Table อื่น ในแต่ละ Table กำหนด primary key ได้ 1 key
Foreign key เป็นคอลัมน์ใน Table ที่ primary key อยู่ที่ Table อื่น หมายถึงว่า ค่าของคอลัมน์ทั้งหมดใน Table ต้องมีค่าสอดคล้องกับค่าของคอลัมน์ที่เป็น primary key ของ Table ที่สัมพันธ์กัน
Index สามารถกำหนดขึ้นเพื่อใช้ในการเพิ่มความเร็วในการค้นหาข้อมูล การเรียงลำดับข้อมูล แต่ควรสร้างตามความจำเป็น เนื่องจากถ้ามีคอลัมน์ที่เป็น Index มากจะทำให้การทำงานช้าลง
การกำหนด primary key
ตัวอย่าง
CREATE TABLE employee
(employee_id (10),
first varchar(15),
last varchar(20),
age number(3),
address varchar(30),
city varchar(20),
state varchar(20),
CONSTRAINT employee_primary_key PRIMARY KEY (employee_id));
หรือ
CREATE TABLE employee
(employee_id (10)NOT NULL
CONSTRAINT employee_primary_key PRIMARY KEY (employee_id),
first varchar(15),
last varchar(20),
age number(3),
address varchar(30),
city varchar(20),
state varchar(20));
http://www.widebase.net/database/sql/sqlbasic/sqlbasic06.shtml
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
